ความเข้าใจที่พบบ่อย: ร้อยไหมคือการดึงยกที่อยู่ได้นาน
หมอปุ๊นเชื่อว่าหลายคนที่สนใจร้อยไหม มักคาดหวังว่าแรงดึงยกจากไหมจะช่วยให้ใบหน้ากระชับขึ้นและคงอยู่ได้เป็นเวลานาน แต่ในฐานะแพทย์ที่ยึดหลักการให้ข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมา หมอปุ๊นคิดว่าสิ่งสำคัญคือคนไข้ควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ใช่แค่ด้านที่ฟังดูน่าพึงพอใจเพียงอย่างเดียว
งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ตีพิมพ์ในวารสาร Plastic and Reconstructive Surgery ปี 2018 โดยทีมวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ อิตาลี และเบลเยียม ได้ทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับการร้อยไหมแบบปิดอย่างละเอียด โดยสืบค้นจากฐานข้อมูล PubMed ตามหลักเกณฑ์ PRISMA และคัดกรองจนเหลืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง 12 ฉบับ หมอปุ๊นอยากพาทุกคนมาดูข้อมูลนี้อย่างตรงไปตรงมาค่ะ
1.ผลการทบทวนวรรณกรรมพบอะไรบ้าง
- ประเด็นแรก ที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ ผลของการดึงยกจากไหมในหลายการศึกษามักไม่คงอยู่นานเท่าที่คาดหวัง ตัวอย่างเช่น การศึกษาหนึ่งพบว่าผลการแก้ไขเริ่มจางลงตั้งแต่ 6 เดือนหลังทำ และเมื่อครบ 12 เดือน ผลการแก้ไขบริเวณกรามเกือบทั้งหมดหายไป ส่วนบริเวณกลางใบหน้าก็สูญเสียผลไปมากถึง 80-100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน อีกการศึกษาหนึ่งพบว่าคนไข้ถึง 42.3 เปอร์เซ็นต์ ต้องเข้ารับการทำหัตถการแก้ไขซ้ำภายในเวลาเฉลี่ยเพียง 8.4 เดือน และอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าผลการยกกลับมาหย่อนคล้อยอีกครั้งถึง 50 เปอร์เซ็นต์ภายใน 6 เดือน โดยบางรายเริ่มพบตั้งแต่ 8 สัปดาห์แรก
- ประเด็นที่สอง จากทั้งหมด 12 การศึกษาที่ถูกรวบรวม มีเพียง 2 การศึกษาเท่านั้นที่รายงานผลบวกอย่างชัดเจนในแง่ความพึงพอใจและความคงทนของผลลัพธ์ ซึ่งหมอปุ๊นคิดว่าเป็นข้อมูลที่ต้องพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา คือทั้งสองการศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนหรือค่าตอบแทนจากบริษัทผู้ผลิตไหมที่ใช้ในการศึกษานั้นโดยตรง ซึ่งผู้เขียนงานทบทวนวรรณกรรมนี้ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการตีความผลการศึกษา
- ประเด็นที่สาม ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดคือบวมและช้ำ นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องไหมที่มองเห็นหรือคลำได้ ผิวบุ๋มหรือขรุขระไม่สม่ำเสมอ และไหมโผล่ทะลุผิวหนัง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้สนใจร้อยไหมควรทราบล่วงหน้าเพื่อประกอบการตัดสินใจ
ข้อมูลที่น่าสนใจ: การปรับปรุงพื้นผิวผิวดูเหมือนจะสม่ำเสมอกว่าผลด้านการยก
จุดที่หมอปุ๊นอยากชวนสังเกตเป็นพิเศษคือ ในการศึกษาหนึ่งที่ใช้ไหม PDO แบบไม่มีปม (knotless polydioxanone) ซึ่งประเมินทั้งผลด้านการยกกระชับและผลด้านพื้นผิวผิวแยกกัน พบว่าผลการประเมินด้าน texture หรือพื้นผิวผิวได้คะแนนดีในสัดส่วนที่สูงกว่าและสม่ำเสมอกว่าผลด้านการยกกระชับอย่างชัดเจน โดยผลด้านการยกกระชับถูกประเมินว่าอยู่ในระดับปานกลางถึงแย่ในคนไข้เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มศึกษา ในขณะที่ผลด้านพื้นผิวผิวได้รับการประเมินในเชิงบวกมากกว่า
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่หมอปุ๊นเคยอธิบายไว้ในบทความก่อนหน้านี้เรื่องกลไกการทำงานของไหมแต่ละชนิด นั่นคือ ไหมไม่ได้ทำงานผ่านแรงดึงยกเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่รอบเส้นไหมด้วย ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมคนไข้บางรายจึงรู้สึกว่าผิวหน้าดู "สดใสขึ้น" หรือ "ดูเด็กลง" แม้ว่าแรงดึงยกในเชิงตำแหน่งจะเริ่มจางลงตามเวลาแล้วก็ตาม เพราะการเปลี่ยนแปลงที่คนไข้สังเกตเห็นอาจมาจากคุณภาพผิวที่ดีขึ้น มากกว่าตำแหน่งเนื้อเยื่อที่ยังคงถูกดึงอยู่
2.ทำไมข้อมูลนี้จึงสำคัญต่อการตัดสินใจ
หมอปุ๊นอยากเน้นย้ำว่า การนำเสนอข้อมูลนี้ไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าการร้อยไหมไม่มีประโยชน์ แต่ต้องการให้ผู้ที่สนใจร้อยไหมมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผลและตรงกับหลักฐานทางวิชาการที่มีอยู่จริง แทนที่จะคาดหวังว่าแรงดึงยกจะคงอยู่อย่างถาวรหรือยาวนานเท่ากับการผ่าตัดยกกระชับใบหน้าแบบเปิด
ผู้เขียนงานทบทวนวรรณกรรมนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การร้อยไหมที่ใช้ร่วมกับหัตถการแบบเปิดอาจให้ผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มดีกว่าการร้อยไหมแบบปิดเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการวางแผนการรักษาสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ครอบคลุมมากขึ้น
3.สิ่งที่ผู้สนใจร้อยไหมควรพิจารณา
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ หมอปุ๊นอยากให้ผู้ที่สนใจร้อยไหมพิจารณาสองประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือ ควรเข้าใจว่าแรงดึงยกในเชิงตำแหน่งอาจไม่ได้คงอยู่นานเท่าที่คาดหวัง และควรพูดคุยกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมาถึงระยะเวลาที่คาดว่าจะเห็นผลและความจำเป็นในการทำซ้ำ
ประเด็นที่สอง คือควรเข้าใจว่าคุณค่าของการร้อยไหมอาจไม่ได้อยู่ที่แรงดึงยกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงผลด้านการกระตุ้นคอลลาเจนและการปรับปรุงคุณภาพผิวด้วย ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ที่มีความสม่ำเสมอมากกว่าในบางกรณี การพูดคุยกับแพทย์เพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของการทำหัตถการนี้ในแต่ละบุคคลจึงสำคัญมาก
4.สรุปส่งท้าย
งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ตีพิมพ์ในปี 2018 ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนความคงทนของแรงดึงยกจากการร้อยไหมแบบปิดยังมีค่อนข้างจำกัด และการศึกษาที่รายงานผลบวกส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตไหม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเดียวกันนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าการปรับปรุงด้านพื้นผิวผิวมักได้รับการประเมินในเชิงบวกที่สม่ำเสมอกว่า ซึ่งอาจเป็นคุณค่าที่แท้จริงของการร้อยไหมมากกว่าแรงดึงยกเพียงอย่างเดียว การเข้าใจข้อมูลนี้อย่างครบถ้วนจะช่วยให้ผู้ที่สนใจร้อยไหมตั้งความคาดหวังได้อย่างสมเหตุสมผล และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองเสมอ
